เป็นเรื่องที่เราเพิ่งค้นเจอในคอม คาดว่าจะเขียนตอนเข้ามหา'ลัยได้ใหม่ๆ และอยากลองเขียนเรื่องโดยใช้ "ผม" เป็นตัวนำเรื่อง 

อ่านแล้วนึกได้ว่าเอาแรงบรรดาลใจมาจากไหน คนที่เคยอ่านเรื่องนั้นคงนึกออกเหมือนกัน

แต่เอาก็อุตส่าห์หาเจอ จะเอามาแปะไว้แล้วกันค่ะ 

 

****************************

 

นาฬิกาดิจิตอลที่ส่งเสียงปี๊บขึ้นมาบ่งบอกว่าผมทำความสะอาดห้องเรียนอยู่คนเดียวมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว ห้องเรียนของผมเงียบสนิท เด็กชั้นอื่นก็คงกลับกันหมดแล้ว แน่สิใครจะอยากอ้อยอิ่งอยู่ที่โรงเรียนในวันสอบวันสุดท้าย ผมเองก็ไม่ได้อยาก ผมไม่ใช่เด็กดีประเภทที่จะอยู่ทำเวรในวันสอบวันสุดท้ายได้ เพียงแต่อ.คุมสอบในวันนั้นเป็นอ.ที่ผมรู้จักเป็นอย่างดี เขาก็เลยสั่งให้ผมอยู่ทำความสะอาด ไอ้จะหนีกลับก่อนก็สงสารขึ้นมาตะหงิด เพราะหากไม่มีนักเรียนอยู่จัดโต๊ะแล้ว สุดท้ายอ.นั่นแหละที่ต้องเป็นคนทำ พวกเพื่อนที่คบไว้กินข้าวกลางวันหรือจับกลุ่มทำรายงานด้วยกันส่ายหน้าในความใจอ่อนของผม พวกมันเอาตีนเตะๆโต๊ะให้เข้าที่สองสามทีแล้วก็คว้าเป้กลับบ้านไป

 

 

ผมรู้ว่ามันยังไม่ถึงบ้านหรอก อย่างดีก็ร้านเหล้าแถวบ้านนั่นแหละ ผมไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคนต้องกินเหล้า คนกินเหล้าทั้งเวลาดีใจและเวลาเสียใจ ทั้งที่มันก็ไม่ได้มีส่วนช่วยให้ชีวิตมีความสุขขึ้นหรือช่วยแก้ไขปัญหาชีวิตได้ หลายครั้งที่ผมรู้สึกว่ามนุษย์นี่มันประหลาด แต่ผมก็ว่าอะไรมากไม่ได้เพราะผมเองก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน

 

 

ผมโกยขยะที่กวาดขึ้นมาใส่ถังขยะและเดินลงบันไดเอาไปทิ้งในถังขยะใหญ่ชั้นล่าง ตอนนั้นเองที่ผมเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ที่ขั้นบันได สัญชาตญาณวัยรุ่นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะมองเธอ เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่มองดีๆก็น่าตาน่ารักทีเดียว ผิวไม่ได้ขาวแต่ก็พูดไม่ได้ว่าคล้ำ ตากลมไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไปแต่ปากเล็กมาก ผมไม่เคยเห็นหน้าเธอมาก่อน เดาว่าเธอคงเป็นเด็กสายศิลป์ที่เรียนอยู่ชั้นล่าง

 

 

ผมสงสัยนิดหน่อยที่มีเด็กผู้หญิงมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเย็นของวันสอบวันสุดท้ายแต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากและเกือบจะเดินผ่านเธอไปแล้ว เมื่อเด็กคนนั้นเงยหน้าขึ้นจากหนังสือพิมพ์ในมือ

 

 

"ทำอะไรน่ะ" เธอถาม

 

 

ผมแปลกใจที่จู่ๆก็ถูกคนที่ไม่รู้จักถามว่าทำอะไรเลยได้แต่ขยับถังขยะในมือแทนคำตอบ

 

 

"เด็กดีจัง" เด็กหญิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยจนผมไม่แน่ใจว่าเธอชมหรือว่าประชด เธอพูดแค่นั้นแล้วก็หันกลับไปสนใจหนังสือพิมพ์ในมือต่อ

 

 

พิลึกคน ผมคิดในใจและเดินลงไปเทขยะ

 

 

เมื่อกลับขึ้นมาเด็กหญิงก็ยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ แต่ไม่ได้นั่งอยู่บนขั้นบันไดเหมือนเดิมแต่เปลี่ยนมายืนพิงผนังแทน

 

 

ผมตัดสินใจไม่มองเธอและเดินผ่านไปเร็วๆ

 

 

"คิดว่าภาวะโลกร้อนนี่เป็นยังไง" เด็กผู้หญิงคนนั้นหยุดผมไว้ด้วยคำถามยอดนิยมในสมัยนี้ ไม่รู้ว่าเธอคิดอะไรกันแน่ถึงได้ถามคนที่ไม่รู้จักเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน

 

 

"ไม่รู้" ผมตอบเสียงเรียบและเดินต่อไป ภาวะโลกร้อนเป็นอะไรที่โด่งดังในตอนนี้ บ้านผมมีกระเป๋าผ้ารณรงค์อยู่ห้าใบสำหรับสมาชิกในครอบครัวทุกคน อันที่จริงเมื่อเช้าตอนซื้อน้ำจากเซเว่น ผมก็บอกเขาว่าไม่ต้องใส่ถุง

 

 

"คนเขาออกจะตื่นตัวกัน" เธอเอ่ยและพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ที่เธออ่านอยู่ให้ดู บทความเกี่ยวกับโลกร้อนความยาวครึ่งหน้าปรากฏอยู่คู่กับรูปทะเลสาบอะไรซักอย่างสองรูป รูปแรกเป็นสภาพตอนที่ทะเลสาบยังมีน้ำอยู่เต็มเปี่ยมขณะที่อีกรูปเป็นภาพทะเลสาบที่แห้งขอดอย่างไม่น่าเชื่อ "พนันได้เลยว่าบ้านนายก็ต้องมีกระเป๋าผ้า"

 


 

"แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอ" ภาพกระเป๋าสีน้ำตาลอ่อนปรากฏขึ้นในห้วงความคิดอย่างชัดเจนแต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจมัน

 

 

"เรื่องโลกร้อนเกี่ยวกับทุกคนบนโลกนั่นแหละ" เธอว่าแล้วก็พับหนังสือพิมพ์เก็บ "เพราะในอนาคตลูกของฉันกับลูกของนายก็ต้องผจญภาวะโลกร้อน"

 


 

โฆษณาทีวีที่เป็นเด็กทารกอมปรอทลอยเข้ามาในหัว ผมรู้สึกเหมือนถูกคุกคามขึ้นมาฉับพลัน คงเพราะว่าคำพูดของเด็กผู้หญิงคนนี้เริ่มมีอิทธิพลต่อความคิดของผม

 

 

"จริงๆนะ ในอนาคตลูกของฉันกับลูกของนายจะเรียนที่โรงเรียนนี้แล้วก็บ่นว่าร้อนเป็นบ้าทุกๆเช้ากลางวันเย็นก่อนนอน" เธอเอ่ยยิ้มๆแต่ดวงตากลมคู่นั้นไม่ได้ยิ้มไปด้วยเลย มันจ้องหน้าผมเขม็ง บอกตรงๆว่าเธอทำผมขนลุกแล้ว "อยากเห็นไหมล่ะ"

 


 

"บ้า" ผมว่าออกมาคำหนึ่งแล้วรีบเดินกลับขึ้นไปบนห้อง วางถังขยะไว้ตรงที่ของมัน คว้ากระเป๋าของตัวเอง ผมลังเลเล็กน้อยเมื่อจะเดินออกจากห้อง ตึกเรียนของผมมีทางลงแค่ทางเดียวและผมก็ไม่อยากจะเจอเด็กผู้หญิงน่าขนลุกนั่นเลย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะโดนผีหลอกยังไงอย่างงั้น

 

 

เสียงรองเท้าหนังกระทบขั้นบันไดสร้างความกดดันได้เป็นอย่างดี เพราะอะไรไม่รู้แต่ผมรู้ว่ายัยนั่นกำลังเดินขึ้นมาชั้นบน อยู่ดีๆขนตามแขนขาไปจนหลังคอก็พร้อมใจกันลุกพรึบ

 

 

 

มันเหมือนภาพสโลว์โมชั่นเมื่อผมสีดำของเธอปรากฏขึ้นที่ขอบบันได ตามมาด้วยตากลม จมูกเล็กๆ ปากเล็กๆ คอ ไหล่ อก จนในที่สุดเธอก็มายืนอยู่ที่ขั้นบนสุดของบันได ใบหน้าของเธอยิ้ม ปกติถ้ามีเด็กผู้หญิงน่ารักๆมายิ้มให้ใครก็ต้องยิ้มตอบ แต่ผมไม่ยิ้ม ไม่ยิ้มแม้แต่นิดเดียว เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงจากขมับแต่ผมไม่กล้าแม้แต่จะเช็ดออก

 

 

"นายนี่ตลกดี" เธอพูด "ทำไมถึงไม่อยากเห็นล่ะ"

 


 

"อย่ามายุ่งกับฉัน" ผมสวนกลับ "ยัยบ้า"

 


 

"บ้า" เธอทวนคำ "นายตัดสินคนอื่นได้ยังไงว่าใครบ้าหรือไม่บ้า นายเองยังพิสูจน์ไม่ได้เลยว่าตัวเองบ้ารึเปล่า" รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้านั้นอีก มันเป็นรอยยิ้มดูถูกแน่นอน ครั้งนี้ผมแน่ใจ แต่ไม่รู้ทำไมคำพูดของเธอถึงได้มีอิทธิพลกับผมอีกแล้ว "นายมีพลังมากพอแล้วเหรอที่จะตัดสินว่าฉันบ้ารึเปล่า"

 


 

ผมยืนนิ่ง เราทั้งคู่ยืนนิ่ง เงียบจนได้ยินเสียงลม เสียงหมาที่เห่าอยู่ที่สนาม เสียงรถที่ถนน แต่มันไม่มีความหมายเลย ไม่มีอะไรมีความหมายทั้งนั้น ต่อให้ผมตะโกนแหกปากขอความช่วยเหลือก็ไม่มีใครมาช่วย หรือต่อให้เธอถอดหัวกับไส้ออกมาลอยต่องแต่งก็ไม่มีใครช่วยผมได้

 

 

"มนุษย์ชอบใช้ตัวเองเป็นบรรทัดฐานตัดสินคนอื่น รู้ไหมว่าฉันตัดสินว่านายเป็นพวกไหน"

 


 

"ไม่รู้แล้วก็ไม่ได้อยากรู้ด้วย เชิญไปเสนอภาพโลกอนาคตของเธอกับคนอื่นเถอะ ฉันจะกลับบ้าน" ผมตะโกน

 

 

 

เธอฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีกราวกับมีอะไรขบขันเต็มประดา "พวกเชื่อคนง่าย" ว่าแล้วสาวน้อยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น

 

 

ผมรู้สึกเหมือนโดนตบจนหน้าชา ไม่ใช่แค่หน้าแต่ชาไปทั้งตัวทีเดียว เสียงหัวเราะของเธอดังสะท้อนไปมาตามบันได ไม่มีความรู้สึกดูถูกอยู่ในนั้นมีแต่ความขบขัน ความขบขันล้วนๆที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ยิ่งกว่าโดนดูถูกซะอีก

 

 

"นายมันเชื่อคนง่าย คิดมาก อ่อนไหวแล้วก็ใจดีด้วย" เธอยิ้มอีก แต่ครั้งนี้ตาของเธอยิ้มไปด้วยแล้ว ประกายวิบวับอยู่ในลูกปัดสีดำสนิทคู่นั้น "ขอบคุณที่ช่วยฉันฆ่าเวลานะ"

 


 

"หา" ผมหายจากอาการหน้าชาอย่างรวดเร็วแต่กลับรู้สึกหัวหมุนขึ้นมาแทน

 

 

"ฉันโกหกน่ะ" เด็กหญิงเอ่ย "ทั้งหมดเลย" ว่าแล้วเธอก็กระโดดหยองแหยงลงบันไดไป ทิ้งให้ผมยืนอึ้งอยู่คนเดียว

 

 

มนุษย์นี่ประหลาดจริงๆด้วยนะครับ

 

กว่าจะเป็น "มิตา"

posted on 19 Dec 2012 22:27 by klongkaew in Articles
 
 
เอ็นทรี่นี้เป็นการโฆษณากลายๆนะคะ 
 
เรื่องมีอยู่ว่าราวๆสามเดือนก่อน พี่โคค่อน cocon มาถามว่าอยากจะเขียนเรื่องแล้วให้พี่เป็นคนวาดภาพประกอบไหม รวมกันออกงานสีสัน ฉันก็รีบตกลงเพราะว่าอยากจะมีหนังสือเป็นของตัวเองมานานแล้ว แล้วเวลาก็ผ่านไป
 
จนมันจะเส้นตาย (ฮา) ฉันก็ต้องรีบรวบรวมลมปราณหาแรงบันดาลใจ 
 
นั่งคิดนอนคิด เรื่องเกี่ยวกับการบินที่เป็นธีมของเรื่อง จนได้เรื่องนี้ขึ้นมา
 
ต้องยอมรับค่ะว่าเป็นเรื่องที่เอาประสบการณ์ตัวเองหลายๆส่วนใส่เข้าไป เพราะพอคิดเรื่องว่าจะเขียนเกี่ยวกับอะไรได้ปุ๊บ ก็คิดเลยว่าอะ จะเขียนเรื่องนี้ล่ะนะ 
 
ตัวละครหลายๆตัวในเรื่อง ทั้ง มิตา เม ธันย์ หรือ กระทั่งวริษ ก็มีต้นแบบหลายส่วนจากคนในชีวิต ชนิดที่ว่าคนที่อ่านเรื่องนี้คงพอจะเดาได้ว่าคนไหนเป็นตัวละครไหนในนิยายชีวิตของฉันล่ะค่ะ
 
(แต่เจ้าตัวบอกว่าห้ามเอ่ยถึงนะ ห้ามพูดถึงฉันไม่ว่าจะในแง่ไหนทั้งนั้น) 
 
ธีมหลักของเรื่องนี้ก็เป็นบทเรียนชีวิตของตัวฉันเองในปีนี้ ฉันคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่ได้เรียนรู้เรื่องนี้ขึ้นมา ดังนั้นก็เลยอยากจะเล่าให้ทุกคนได้ฟังกันเยอะๆ 
 
เพราะฉะนั้น ฝาก Flying Fiction ไว้ด้วยนะคะ 
 
 
 
อ้อ อันนี้เพจติดต่อกับพวกเรา ทั้งพี่ค่อนที่เป็นคนวาดภาพและเป็นบ.ก. กับน้องๆนักเขียนคนอื่นค่ะ 
 
 
หรือถ้าอ่านแล้วมีข้อสงสัยข้อติดชมอะไรในส่วนของมิตา ก็สามารถฝากไว้ที่นี่ได้นะคะ : ) 
 
 
 
 
#อ๊ะ นี่ฉันแก่ที่สุดในบรรดานักเขียนทั้งหมดเลยนี่นา (,,#゚Д゚)

Related Posts Plugin for WordPress, Blogger...